เป็นที่ ฉัน… มัน… หรือแม็ค

เรื่องก็มีอยู่เวลา เกิดอยากลองฟังเพลงไทยเก่า ๆ ก็เลยลองไปใช้บริการฟังเพลงออนไลน์ของ gmember ตอนแรกก็รู้สึกชอบที่ทางเว็ปไซต์มีเพลงให้ฟังมากมาย ค้นหาได้รวดเร็ว  พอฟังไปฟังมาเกิดเพลิน นั่งกดฟังไปเรื่อย ๆ แต่แล้วตาก็เหลือบมาเห็นอุณหภูมิที่อยู่บนเมนูบาร์ (โชคดีที่ลงโปรแกรมปรับความเร็วพัดลมไว้) ก็ถึงกับตกใจ เป็นไปได้ไง 94 องศา.. ถ้าสุงกว่านี้อีกนิดเดียว เจียวไข่ได้เลย

ก็เลยเปิดดูว่าโปรแกรมอะไรมันกิน CPU ขนาดทำให้อุณหภูมิสูงขนาดนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องเป็น Plugin Flash Player ของ Safari แน่ ๆ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยสงเกตุว่าเวลาเข้า Web ที่มีการใช้ flash เยอะ ๆ CPU จะทำงานหนักขึ้น แต่ web นี้ (หรือที่ผมเรียกว่า “มัน”) มันค่อนข้างกิน CPU มากกว่าที่เคยเจอ มาก

แต่พอผมกลับมาคิดอีกที ตกลงมันเป็นที่ ผม หรือที่ web หรือที่ software กันแน่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งสามแบบ

1. หากเป็นที่ฉัน นั่นคือฉันเพิ่งซื้อจอ HD LCD ใหม่มาต่อกับ Macbook Pro (Mid 2007) ของฉัน ซึ่ง Native Display ของ MBP อยู่ที่ 1440×900 โดยมีการ์ดจอ GeForce 8600M GT เป็นการ์ดแสดงผล แต่พอต่อ External LCD ที่มีความละเอียด 1920×1080 แล้วย่อมทำให้การ์ดจอและ CPU ทำงานหนักขึ้นเป็นธรรมดา..

2. หากเป็นที่มัน นั่นคือ การเขียนโปรแกรม Flash ของ Website มันค่อนข้างเขียนไม่ดี อาจจะมีการใช้ Loop ที่วนซ้ำไปมาจนเกินไป ซึ่งทำให้กิน CPU มากขึ้นอย่างแน่นอน

3. หรือจะเป็นที่แม็ค เนื่องจากผมได้สังเกตุหลายทีแล้วว่า Flash Player for Safari จะกิน CPU ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับบน Windows พอเจอ Website ที่ใช้ Flash มากหน่อยก็ร้อนขึ้นมาทันที นี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลนึงเหมือนกัน..

แล้วตกลงนี่เป็นที่ฉัน.. มัน.. หรือ แม็ค กันแน่ ?

Wake up…

เคยรึเปล่าเมื่อบางเวลาที่รู้สึกว่าเสียเวลาทำอะไรไป พอได้กลับมาคิดทบทวน ก็หาเหตุผลที่ทำลงไปไม่ได้

หากจะบอกว่า สิ่งที่ได้ทำไปมันไม่คุ้มค่าและเสียเวลา เราควรจะใช้อะไรเป็นตัววัดและตัดสิน ผลที่ได้ในแง่ของเงินและประสบการณ์ หรือความคืบหน้าที่จะเข้าใกล้จุดมุ่งหมายของชีวิต แต่ถ้ามองในแง่ของ “ความสุข” ที่ได้ทำ หรือการที่ได้ทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง เพื่อเติมเต็มชีวิต ก็อาจจะเป็นการกระทำที่คุ้มค่าก็ได้

… แต่สำหรับเรา หากเพียงแต่เราต้องให้ความสำคัญในทุก ๆ ด้านอย่างเหมาะสม ทุกสิ่งที่ได้ทำลงไปก็มีความหมายในตัวของมันเอง

ตื่น.. จงตื่น..

แบบว่าอยากเล่า..เรื่องของกล้องดิจิตอล..

สวัสดีครับหลังจากที่ไม่ได้อัพเดทบล็อกมานานพอสมควร (เช่นเคย การอัพเดทจะเป็นช่วงแหว่ง ๆ ตามอารมณ์และทรงผมคนเขียน) วันนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดีมาเขียนเล่าประสบกาณ์ (อันน้อยนิส) ของผมหลังจากที่ได้จับกล้องดิจิตอลมาได้ประมาณสองเดือนเศษ

ผมอยู่อังกฤษครับ ผมเพิ่งซื้อกล้องไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว แต่ผมไม่ค่อยได้ออกไปถ่ายรูปมากนักเพราะดันที่หน้าหนาวที่นี่พอดี อากาศค่อนข้างแย่แทบทุกวัน ฝนตก ลมแรง ฟ้าอึมครึม ผมพยายามลากนางแบบไปถ่ายข้างนอก แต่ก็ทนหนาวกันไม่ไหวต้องใส่เสื้อตัวใหญ่ ถ่ายออกมาไม่ค่อยสวย (โทษนางแบบ อิอิ)

ผมจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ (ที่เกี่ยวกับกล้อง) นั่งอ่านนู่นอ่านนี่ ดูรูปไปเรื่อย ๆ ลองถ่ายเล่นในห้องบ้าง ถ่ายตัวเองบ้าง ฯลฯ

แต่วันนี้ผมอยากจะมาเล่า และทดลอง สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มา… เรื่องของกล้องดิจิตอล

กล้องดิจิตอล.. มันต่างจากกล้องฟิล์มยังไง.. มันไม่ใช้ฟิล์ม มันใช้เมโมรี่การ์ด… มันใช้ image sensor รับภาพ… มันปรับได้เยอะแยะ…

ผมเองก็เป็นคนนึงที่ค่อนข้างจะงงกับค่าต่าง ๆ ของกล้องดิจิตอล ในช่วงแรก ๆ อาทิเช่น ISO, Shutter speed, Aperture, Focal length, blah blah blah
ซึ่งผมจะขออธิบายไว้คร่าว ๆ ก็พอนะคับ สำหรับพวกนี้.. เพราะคนอื่นคงเขียนเอาไว้เยอะแล้ว (ผมอนุญาตใช้คำที่อยากให้คนทั่วไปเข้าใจง่าย)

ISO speed คืออะไร ?

- ค่าความไวแสง เดิมเรียก (ASA) ยิ่งมีค่ามากภาพที่ได้จะมีความสว่างมากขึ้น… โดยปกติจะอยู่ในช่วง 100 – 3200 แต่กล้องบางรุ่น อาจปรับได้ถึง 12800 เลย
Aperture หรือ f-stop

- ขนาดของรูรับแสง.. มันก็คือรู… ที่ปล่อยให้แสงเข้ามาในกล้องของเรา.. ซึ่งหมายความว่า รูยิ่งใหญ่แสงจะเข้าได้เยอะ..ทำให้ภาพสว่างกว่ารูเล็ก..
Shutter speed

- ความเร็วในการเปิดม่าน shutter.. ก็คือเวลาในการปล่อยให้แสงผ่านเข้ามาที่กล้องเรา ยิ่งปล่อยให้แสงเข้านานเท่าไรยิ่งทำให้ภาพสว่างขึ้น…

ทีนี้เนี่ยในกล้องดิจิตอล เวลาเราถ่ายปกติให้ได้ภาพที่แสงกำลังพอดี ไม่มืดเกินไป ไม่สว่างเกินไป..ขั้นตอนกลไกของกล้องดิจิตอลนี้เรียกว่า การวัดแสง..

การวัดแสง.. คือกล้องจะคำนวณค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ISO, f-stop, shutter speed ให้เหมาะสมกับภาพที่เรากำลังจะถ่ายนั้นนั่นเอง

มาถึงตอนนี้อยากให้ลองไปอ่านแบบละเอียดอีกทีที่ web ไหนก็ได้ ลอง search ด้วย google ดูคับ เพราะต่อไปนี้ ไม่มีอธิบายแบบด้านบนแล้ว.

ฮา…

เอาหล่ะ เรามาดูกันว่า ค่าทั้งสามค่านั้น มีผลยังไงกับภาพของเราบ้าง

ISO Speed ==> ยิ่งมาก ทำให้สว่างขึ้น และกลับกัน ยิ่งมากจะเกิด Noise มากขึ้นด้วย

Aperture ==> ยิ่งมีค่ามาก (คือรูกว้างอ่ะนะ) ยิ่งทำให้แสงเข้าเยอะ แต่จะทำให้ความชัดตื้นลง (shallow depth of field) และหลังละลายมากขึ้น

ตัวอย่าง f กว้าง –> f/2.8 f/4 ……. ตัวอย่าง f น้อย f/11 f/22

Shutter speed ==> ยิ่งเปิดนาน ยิ่งแสงเข้าเยอะ แต่ผลเสียก็คือ หากใช้มือถือกล้อง อาจทำให้ภาพเบลอได้

shutter speed แบบคร่าว ๆ โดยที่ใช้มือถือกล้องแล้วไม่เบลอ คือ 1/focal length (fov)

เช่นกล้อง full frame ใช้ lens 50mm ควรใช้ shutter speed เร็วกว่า 1/50

กล้อง d90 ใช้เลนส์ 50mm พอคูณ 1.5 = 75mm (fov) ควรใช้ shutter speed เร็วกว่า 1/75

กล้อง canon 450d 50mm พอคูณ 1.6 = 80mm (fov) ควรใช้ shutter speed เร็วกว่า 1/80

เป็นต้น

เรามารู้จักแสง และความเข้มของแสงบ้าง..

ผมจะไม่ยกสูตรการคำนวณมาเยอะแยะเช่นหรือกฎ Inverse Square Laws มาให้งงกันนะครับ แต่อยากให้จำไว้ใช้เลย เพราะเราคงไม่คำนวณกันหรอก เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจสูตร
รู้แค่ว่าความเข้มของแสง มันลดลงเป็นแบบทวีคูณ ไม่ใช่ลดลงเป็นเส้นตรง.. เอ๊ะ อ่านแล้ว งง ไหม

ผมจะยกตัวอย่างนะคร๊าบ ผมขี้เกียจสร้างภาพขอเขียนเป็น text เลยนะครับ ยกตัวอย่างตามรูป

สมมุติว่าจุด X เป็นหลอดไฟ.. เรายืนอยู่ที่ A.. แล้วเขยิบไปยืน B เนี่ย ความสว่างจะลดลงครึ่งนึงและหากเราเขยิบไปยืนที่จุด C เนี่ย ความสว่างจะลดลงจากจุด B อีกครึ่งนึง

ซึ่งฟังดูก็เหมือนปกติดีนะเนี่ย เรายืนที่จุด A ห่าง 1 m ความสว่าง X พอเราเยิบไปจุด C ห่าง 4m ความสว่างเหลือ X/4 ( มันลดครึ่งนึงสองครั้ง)

แต่.. มันไม่ปกติครับ..ที่ผมต้องบอกว่าไม่ปกติเพราะว่า… ค่าตัวเลขในกล้องดิจิตอลนั้น มันไม่ได้สัมพันธ์แบบนั้น มันมีหน่วยของมัน หน่วยของมันคือ stop !

ไอ้เจ้า stop นี่มันแปลว่าอะไร. ผมก็ไม่รู้ ว่ามันมาจากไหน มันใช้กับอะไรได้บ้าง แต่ที่เห็นหลายคนพูดกันเขาใช้เป็นหน่วยที่เปรียบเทียบความสว่างบนกล้องดิจิตอลได้ บางคนอาจพูดถึงความสว่างในการจัดไฟด้วยซ้ำ เรามาดูกันว่า ไอ้เจ้า stop มันวัดอย่างไร

ทุก ๆ ความเข้มแสงเปลี่ยนสองเท่า.. ค่า stop จะเปลี่ยนแค่ 1 อย่างเช่นจากภาพด้านบน หากเคลื่อนจากจุด A ไป B เนี่ยความสว่างจะห่างกัน 1 stop, หากเลื่อนจาก B ไป C เนี่ย ความสว่างที่จุด B และ C จะห่างกันอีก 1 stop ซึ่งก็แปลว่าจากจุด A ไป C ความสว่างจะต่างกัน 2 stop.. งงไหมครับ ถ้างง ลองอ่านย่อหน้านี้อีกรอบนะ 555

โอเคเรารู้แล้วว่าหน่วยของความสว่าง หรือ อะไรก็แล้วแต่ เรีัยก stop ต่อไปนี้ ในบทความ ผมจะใช้คำว่า stop stop stop ทั้งหมดเลยนะ ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจก่อนว่าค่า ISO, Shutter speed, aperture นั้น มีผลยังไงกับ stop นี้มั่ง

เริ่มต้นที่ ISO , ค่า ISO เหล่านี้ห่างกันตัวละ 1 stop ตามลำดับ

100,200,400,800,1600,3200,6400,12800 ซึ่งจะสังเกตุได้่ว่าทุก ๆ ค่าที่เพิ่มสองเท่า จะห่างกัน 1 stop (100 = สว่างน้อย, 12800 สว่างมาก)

ค่า shutter speed เหล่านี้มีผลกับแสงที่เข้ากล้องห่างกัน 1 stop ตามลำดับ

1/4000 , 1/2000 , 1/1000 , 1/500 , 1/250 , 1/125 , 1/60 , 1/30 , 1/15 , 1/8 , 1/4 , 1/2 , 1 วิ(1/4000 = เร็วมากแสงน้อย, 1วิ = นาน แสงมาก)

ส่วนค่า aperture เหล่านี้ห่างกัน 1 stop อีกเหมือนกัน แต่จะดูงง ๆ หน่อยนะ เพราะมันไม่เหมือนสองอันข้างบน

f/1, f/1.4 , f/2 , f/2.8 , f/4 , f/5.6 , f/8 , f/11, f/16 , f/22 (ซึ่ง f/1 = กว้าง แสงมาก, f/22 = แคบแสงน้อย)

ตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจ scale ในการเปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ ที่ใช้ในการ expose รูปแล้วนะครับแต่จริง ๆ แล้วหากปรับใน mode A หรือ S เนี่ยเราไม่ต้องสนใจค่าพวกนี้ก็ได้ เพราะกล้องคำนวณให้หมดเลย แต่ผมมี tips ง่าย ๆ ในการถ่ายภาพในโหมดพวกนี้ สมมุติเราอยู่โหมด A เราต้องการถ่ายคน สมมุติเราใช้เลนส์ 85mm ที่ f/8 พอวัดแสงแล้ว กล้องมันปรับ shutter speed ให้เป็น 1/30 ซึ่งเร็วไม่พอที่จะทำให้ภาพคมชัด (จากสูตรเขียนไว้ด้านบนนู่น) มันควรจะเป็น 1/125 ซะมากกว่า ซึ่งเราต้องการ shutter speed ให้เร็วขึ้น 2 stop.. เรามีวิธีสองวิธีที่จะทำอย่างนั้น แล้วให้ภาพมีความสว่างถูกต้องเท่าเดิม และได้ภาพที่ไม่เบลอจากการที่ใช้มือถือกล้อง.

วิธีแรก ปรับ f ให้กว้างขึ้น.. 2 stop จาก f/8 –> f/4 ค่าของ shutter speed จะเปลี่ยนเป็น 1/125 อัตโนมัตื (แต่ความชัดจะตื้นขึ้นด้วย)

วิธีที่สอง ปรับ iso ขึ้น 2 stop สมมุติใช้ iso 200 อยู่ก็ปรับไปเป็น 800 แต่ก็อาจจะมี noise มากขึ้น

ทุกอย่างได้อย่างก็ต้องเสียอย่างครับ จะเอา f กว้าง ความชัดจะตื้นขึ้น แต่ก็อาจจะเป็นผลดีสำหรับบางคนที่ต้องการความชัดตื้น… แต่เลนส์จะแพงมากขึ้นด้วย, iso สูง noise ก็จะมากขึ้นด้วย, shutter speed ช้าลง –> ภาพมีโอกาสเบลอขึ้น

นั่นไง หากเรารู้หน่วย.. เราก็ไม่ต้องเสียเวลาปรับมั่ว ๆ จนเข้าที่.. แค่มองปุ๊บก็รู้เลยว่าควรใช้ค่าอะไร

นี่เป็นภาพตัวอย่างความมืดความสว่าง

ภาพสามภาพนี้ใช้ค่าเท่ากันหมด เปลี่ยนแค่ค่า f เท่านั้นโดยภาพแรกใช้ f/10 (ให้ดูเฉพาะ background ก่อนนะครับ) มีการ expose ปกติ ภาพที่สอง f/20 จะเห็นว่าจะมืดลง บอกได้คร่าว ๆ ว่า มืดลง 2 stop.. หรืออาจจะพูดได้ว่า underexposed 2 stop

ส่วนภาพที่สามใช้ f/5 จะสว่างกว่าภาพแรก 2 stop หรือ overexposed 2 stop ตรงนี้อยากให้สังเกตุเสื้อด้านหลังว่าความเบลอและความชัดจะต่างกันเป็นผลมาจากค่า f

เรามาดูตัวอย่างต่อไป

คราวนี้ลองปรัย shutter speed บ้าง ภาพแรกปกติ f/10 speed 1/10s

ส่วนภาพที่สองนั้นเราเปิด shutter ให้นานขึ้นเป็น 1/2.5s ซึ่งจะ overexposed 2 stop เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาพด้านบนที่ f/5 แล้วมีความสว่างเท่ากันเลย

และรูปที่สามก็เช่นกันเปิด shutter เป็น 1/40 จะ underexposed 2 stop เหมือนกับ f/20 ด้านบน..

เหนื่อย.. ที่จริงวันนี้กะว่าจะเขียนเรื่องความสัมพันธุ์ระหว่าง shutter speed, aperture, iso กับแสง flash และแสงธรรมชาตินะเนี่ย.. แต่ยังไม่ได้เริ่มเลย
ปูพื้นฐานนานไปหน่อย ไว้คราวนี้จะมาต่อเรื่องความสัมพันธ์กับแสงแฟรชด้วยนะคร๊าบ วันนี้ขอตัว…

My First DSLR Camera

เมื่อประมาณต้นเดือนที่แล้ว ผมได้ซื้อกล้อง DSLR ตัวแรกในชีวิตของผมมันคือ Nikon D90 ซึ่งมีเรื่อวราวมากมายแต่เพียบชั่ววูบก่อนจะตัดสินใจซื้อมัน ซึ่งมันทำให้ผมได้อยากศึกษาการทำงานของกล้อง Digital มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น แต่สิ่งที่ได้ศึกษามันเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น ยังไม่ค่อยมีโอกาสได้เอาไปปฏิบัติจริงเท่าไรนัก เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย

D90 + SB-900

 

ก่อนอื่นจะต้องท้าวความก่อนเลยว่า ทำไมจึงตัดสินใจซื้อกล้องตัวนี้

เมื่อสักประมาณหนึ่งเดือนครึ่งที่แล้วได้เดินผ่านหน้าร้านกล้องร้านหนึ่งติดประกาศลดราคากล้อง Canon 450D พร้อมเลนส์ kit เหลือไม่ถึง 400 ปอนด์ (มันถูกมากกก) ไอ้เราก็เคยอยากได้กล้องมานานแล้ว แต่ไม่มีความรู้เรื่องกล้องอะไรเลย แค่เพียงอยากได้กล้องที่มันปรับได้มากกว่าทั่วไปหน่อย เอาไว้ถ่ายเล่นเวลาไปเที่ยว ประกอบกับมาอยู่ที่นี่ได้สักพัก กลับนึกขึ้นได้ว่ามาอยู่ต่างประเทศทั้งที น่าจะมีกล้องดี ๆ สักตัว เอาไว้ถ่ายภาพบรรยากาศต่างประเทศเก็บไว้ ใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ ฯลฯ

นั่นคือความคิดวูบแรกที่อยากจะได้กล้อง (แค่ความรู้สึกอยาก)

หลังจากวันนั้นผมก็ได้ลองปรึกษาเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เล่นกล้องกันมาก่อน รวมถึงได้มีโอกาสไปดูผลงานของเพื่อน ๆ พี่ๆ ใน multiply ยิ่งทำให้ความรู้สึกและความสนใจของผมพุ่งกระฉูดมากขึ้น มากขึ้น และ มากขึ้นถึงขีดสุด เลยติดสินใจว่าจะขอแบ่งเงินเก็บส่วนนึงมาใช้จ่ายตรงนี้ เพื่อสนองความต้องการของเรา (ย้ำแค่ส่วนนึง)

จากที่ผมได้สนทนากับหลาก ๆ คนเสียงส่วนใหญ่ค่อนข้างจะไปทาง Nikon มากกว่า Canon โดยมีเหตุผลไม่กี่ข้อว่า Nikon เทคโนโลยีมันดีกว่า ภาพมันสีสดและคมชัดกว่า ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเพื่อนผมซึ่งเป็นนักข่าวและเจ้าของกล้อง Canon 5D อยู่ด้วย แต่ในสิ่งที่ดีกว่านี้ ก็มีข้อแตกต่างทางด้านราคา ไม่ว่าจะเป็นตัวกล้อง เลนส์ และอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งแพงกว่าพอสมควร

พอสรุปได้ว่าจะซื้อกล้องยี่ห้อ Nikon แล้วนั้นผมจึงรวบรวมข้อมูลทั้งจากคนกลุ่มเดิมนั้น และ web ต่าง ๆ บ้างก็บอกให้เล่น D80 ก่อน บ้างก็เชีย D90 ไปเลย ผมจึงค้นคว้าหาข้อแตกต่างและเปรียบเทียบความคุ้มค่าของสองตัวนี้ รวมถึง D300 ด้วย ซึ่งพอจะจะสรุปเหตุผลในการซื้อกล้องตัวนี้ของผมได้ว่า 

- D80 เป็นกล้องเก่า ออกมาเมื่อสองปีที่แล้ว ราคาเพิ่งลงหลังจากที่ D90 ออกมา ซึ่งถ้าจะซื้อก็ซื้อของใหม่ที่เทคโนโลยีดีกว่าไปเลย จะได้ใช้นานๆ ไม่เบื่อ
- D90 ออกมาใหม่ด้วยคุณสมบัติใหม่ ๆ เพียบ อย่างเช่น ถ่ายวิดีโอได้, ใช้ ISO ได้สูงกว่าและจัดการกับ Noise ได้ดีกว่า และที่สำคัญนำเทคโนโลยีจากรุ่นใหญ่มาใส่เอาไว้ เช่นเซนเซอร์ของ D300 ทำให้ได้ภาพที่คมชัดและแม่นยำ, จอ LCD 3 นิ้ว
- D90 ที่ website นี้ได้ทำการทดสอบ sensor ของ D3 D300 D90 D80 ผลปรากฎว่า ความคมชัดของ D90 นั้นเทียบเท่า (เหมือนเป๊ะ) กับ D300 และ D3 (โอ้โห้ ราคาถูกกว่ามาก แต่คุณภาพเท่า ของอย่างนี้ใครจะไม่เอา)
- D300 รุ่นที่ใหญ่ขึ้นมากับราคาที่เพิ่มอีกมาก แต่ออกมาก่อน D90 สิ่งที่ D300 มีมากกว่า D90 (เท่าที่คิดได้) คือ D300 นั้นมีจุดโฟกัสมาก (เท่าไรจำไม่ได้แล้วแต่เต็มเลย) แต่ส่วนตัวผมคงไม่ใช้จุดเหล่านั้น และ D300 ใช้วัสดุที่แข็งแรงกว่าและมีการซีลแน่นหนากว่า เหมาะแก่การเอาไปถ่ายในป่า ทะเลทราย ฯลฯ

 

My D90

 

 

จึงติดสินใจแน่แล้วว่าจะซื้อ D90 ถึงจะแพงกว่า D80 และ 450D หน่อย แต่ผมคิดว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มา แต่มันยังไม่จบ !!
มีพี่ผมคนนึง แกเล่น Nikon เหมือนกันแต่แกบอกว่า

ไม่ต้องซื้อกล้องแพงมากก็ได้ เก็บเงินไว้ซื้อเลนส์ดีกว่า
เอ็งไม่ต้องเอา lens kit เลยเพราะว่ามันขยะ ขายมือสองก็ไม่มีราคา

ผมเลยหยุดคิดสักแป๊บนึง  แล้วถามต่อไปว่า แล้วผมควรจะมีเลนส์ไรมั่ง

ถ้าจะใช้ตัวเดียวเที่ยวทั่วโลก เอ็งเอา 18-200 VR ไปเลย แจ่ม

ตอนนี้ในหัวผมเริ่มคิดว่า งบมันเริ่มเพิ่มจากตอนแรกมากมาย.. แต่เอาก็เอาวะ ผมตัดสินใจซื้อ 18-200 เหมือนกันครับ แต่เป็น Sigma 18-200 OS ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ต่างกันเท่าไร แต่ราคาต่างกันเยอะ ประกอบกับดู Review ในห้อง lab ปรากฎว่า Sigma ให้ภาพที่คมชัดกว่าในช่วง Tele (ตั้งแต่ใช้มารู้สึกว่าไม่ค่อยเลนส์นี้เท่าไร เพราะว่าหมุน Focal length แล้วมันหนืด ๆ และเวลาหันหน้าเลนส์ลงพื้น มันจะยืดออกเอง ส่วนมาก Auto focus ก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยถูกใจ ยังช้าอยู่เลย ขนาดข้าง ๆ เลนส์เขียนว่า HSM แล้วนะ)

แล้วเราก็ยังอยากได้เลนส์ wide อีกด้วย (ซึ่งตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องถ่ายภาพเลย) เลยซื้อ Sigma 10-20 อีกอันซึ่งคิดว่าสักวันยังไงก็ต้องมี และคงไม่ซื้อ Nikon 12-24  แน่นอนนนน ฮาา…

สรุปชุด Kit ของผมกระเป๋าค่อนข้างฉีกไปกับ D90 + 50mm f/1.8 + Sigma 18-200 OS + Sigma 10-20…

 

D90 + SB-900

 

มันยังไม่จบ เมื่อก่อนคริสมาส หลังจากที่ได้ลองเล่นกับกล้องได้ไม่นาน กิเลศก็เริ่มเพิ่มขึ้น ผมติดสินใจซื้อ Flash เพราะได้เห็นภาพสวย ๆ ใน Flickr ซึ่งในการถ่ายนั้นต้องใช้ Off camera flash (flash ที่ไม่ได้อยู่บนกล้อง) โชคดีมากครับ ผมได้รู้จัก Nikon CLS ซึ่งช่วยเราได้มาก เราสามารถสั่ง Flash ที่วางอยู่ให้ยิงได้โดยใช้ Built-in Flash ติดกับตัวกล้อง มิหนำซ้ำ ยังสามารถใช้ Flash ของมัน Control ตัวอื่นได้อีกด้วย แจ๋ว…

ถามมาก็หลายคน ส่วนมากบอก SB-800 แต่… มีคนนึง(น้าหง่า)บอก SB-900 ไปเลย .. จัดไปซะ…

 

My SB-900

 

ถึงปัจจุบันก็หมดไปเยอะเหมือนกัน แต่ผมต้องพยายามมีสมาธิอยู่กับมัน ไม่ใช่แค่ความต้องการชั่วครั้งชั่วคราว แต่หลังจากที่ได้ซื้อกล้องทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะขึ้นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับกล้องและแสงซะมากกว่าประสบการณ์ (แน่นอนประสบการณ์ต้องใช้เวลา) แต่อย่างน้อยผมก็คิดว่าหากเรารู้และเข้าใจทฤษฎีและวิธีจัดการกับภาพ เราจะสามารถพัฒนาและเพิ่มประสบการณ์ได้เร็วกว่า เดินออกไปข้างนอกแล้วถ่ายไปเรื่อยโดยที่ไม่เข้าใจความสัมพันธุ์ นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี

ท้ายสุดของบทความนี้ ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ ทุก ๆ คนที่ให้คำแนะนำและเป็นแรงบันดาลใจให้เข้าสู่วงการ (ตอนนี้เข้ามาได้ครึ่งก้าวแล้ว) 
เพื่อนปิง – นักข่าวและเจ้าของ website pingbook.com เชียร์ตลอด แต่ให้ความรู้มากมาย ส่วนมากเชียร์ของแพง -_-’ (ผมตั้งงบในใจจะซื้อขาตั้งกล้องไม่แพง มันเชียร์ Manfrotto รุ่น Carbon fiber 055 แพงสุดเลย, อีกทั้ง 24-70 ซึงผมไม่คิดว่าจะซื้อในเร็ววัน)
จารย์ปั๋ง – อธิบายเรื่องรูรับแสงจนผมเข้าใจ และสามารถใช้ในการติดสินใจเลือกซื้อเลนส์ได้
เพื่อนอาร์ม – เชียร์ของมือสอง อีเบย์ หากผมไม่มั่นใจราคาก็จะถามคนนี้ก่อนเลย (คือคิดในใจว่า กูเล่นทั้งที ต้องไม่ซื้อแพงกว่าที่ไทยโว้ย)
เพื่อนน้าหง่า – ช่วยอธิบายทฤฎีอะไรสักอย่าง จำไม่ได้แล้ว และแนะนำเรื่อง Flash
โกพีท –  พี่ชายที่เมกา – แนะนำเลนส์และของแพงอีกคน (เฮียแกแนะนำ 12-24, 24-70, 70-200 ซึ่งผมไม่คิดจะซื้อสักตัวตอนนี้)
พี่โหน่ง Intoxica – ให้ความรู้ด้านเทคนิคการถ่ายภาพ การจัดไฟช่วย ภาพของแกเป็นแรงบันดาลใจให้ผมซื้อ Flash ด้วยนะคร๊่าบ
- และคนอื่น ๆ ผมไม่ได้กล่าวถึง เน่อ

 

My Camera Bag

 

ปล. ความจริงไม่ค่อยอยากเขียนโม้เรื่องตัวเองเท่าไร ไม่ค่อยมีความรู้เลย แต่อยากจะเกริ่นไว้ก่อนที่จะลงบทความต่อไป ซึ่งเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์การถ่ายภาพ (ไม่ใช่ศิลปะเน้อ ใครคิดว่าการถ่ายภาพเป็นแค่ศิลปะอย่างเดียว ส่วนตัวผมไม่ใช่เด็กติสท์อะไรทั้งนั้น คิดตรงไมตรงมาอย่างเดียว ฮ่า ๆ) ซึ่งเป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกล้อง Digital (ไม่มี Rules of thirds มาเกี่ยวแน่นอน สิ่งที่จะเขียนเป็นสูตรและตัวเลขทั้งนั้น แต่จะพยายามรวบรวมความสัมพันธุ์เข้าหากันให้หมด)

Nam Nuang (แหนมเนือง) DIY

What’s up !
I’ve been in London for almost 8 months and really miss Thai food so much, actually what I am going to show you today isn’t Thai food, but adapted Vietnamese food.

 

I went to Vietnamese restaurants a few times so far, but haven’t found any good place yet. What I like the most is Nam Nuang (Here, it’s called BBQ pork with paper rice), so I had to learn how to make it !

This is my first time for Nam Nuaug, which I got the recipes from a Thai website I couldn’t remember. The most significant thing for this menu is definitely the sauce. Does anyone know how to make the sauce ? You might be surprised if I tell you the secret behind this.

 

All you need for the sauce are :
- 1 x Potato – cooked, smashed.
- Pork soup – 500 ml
- Sugar  - 1 cup 
- Salt – 1 teaspoon
- Fish sauce – 1 tablespoon 
- Tamarind paste – 2 tablespoon
- Pickled garlic water – 2 tablespoon
- Pig liver – 2 small pieces, cooked smashed.

Firstly, put half cup of sugar into a small pot without water and bring to boil. Wait until it turns brunt-sugar-brown color, then add pork soup and rest of sugar, bring to boil again. 
To make it more sticky, put smashed cooked potato in. Flavor it with all ingredients except pig liver and heat it for about 5 minutes to ensure that it becomes smooth and creamy. Finally, add cooked smashed pig liver.
 

 

DSCN1942.JPG

DSCN1944.JPG

DSCN1946.JPG

 

When finish the first part of making the sauce, you will need extra things for the sauce to be more tasteful and yummy for Thai. Putting chili with vinegar and grind peanut is needed.

 

DSCN1949.JPG

DSCN1950.JPG

 

Looks great huh ?
Once you’ve done the sauce, Let me tell you the things you’ll need.
- Rice paper – I bought from China town.
-  Pak Preaw (ผักแพรว) – China town
- Chili
- Garlic
- Green apples – replacement for green mangoes. 
- Banana – I couldn’t find green one.
- Rice vermicelli  (เส้นหมี่ขาว)
- Iceberg Lettuce (ผักกาดแก้ว)
- Pork and Meat balls. I bought from Tesco.
 

And it is the time to put them together !!

 

DSCN1953.JPG

DSCN1956.JPG

DSCN1959.JPG

DSCN1960.JPG

DSCN1962.JPG

DSCN1965.JPG

DSCN1966.JPG

 

What do you think ?

Return top