Penne a la Carbonara เหรอ

ไม่มีอะไรมากครับ แบบว่าเล่นกับ Wordpress Plugins เลยขอทดสอบหน่อย  ซึ่งวันก่อนผมได้ลองทำพาสต้าคาโบนาร่าโดยใช้เส้นเพนเน่แล้วได้ถ่ายรูปมาหลายรูป เลยขอลอง post เป็นอัลบัมสักหน่อย ฮะ ๆ

อุปกรณ์ที่ใช้

วัตถุดิบก็ไม่มีอะไรมา แค่ใช้เบคอน ไข่ไก่ พาเมซานชีส ครีมสด พริกไทย เกลือ และเส้นพาสต้า

นำเบคอนที่หั่นแล้วมาทอด ใช้ไฟอ่อนถึงปานกลาง

นำเบคอนที่หั่นแล้วมาทอด ใช้ไฟอ่อนถึงปานกลาง

ขณะที่ทอดเบคอนอยู่นั้น ก็มาผสมน้ำกัน โดนใช้ไข่ไก่ พาเมซานชีส พริกไทยดำ เกลือ เติมนมนิดหน่อยหากข้นเกินไป

ขณะที่ทอดเบคอนอยู่นั้น ก็มาผสมน้ำกัน โดนใช้ไข่ไก่ พาเมซานชีส พริกไทยดำ เกลือ เติมนมนิดหน่อยหากข้นเกินไป

ขณะที่เบคอนกำลังใกล้จะได้ที่ เราก็เผื่อเวลาลวกเส้นพาสต้าไว้ได้แล้ว สังเกตุได้จากหม้อด้านบนนะครับ

ขณะที่เบคอนกำลังใกล้จะได้ที่ เราก็เผื่อเวลาลวกเส้นพาสต้าไว้ได้แล้ว สังเกตุได้จากหม้อด้านบนนะครับ

พอเส้นพาสต้าสุก ก็สะเด็ดน้ำนิดหน่อย แล้วเอาลงไปในกระทะที่กำลังทอดเบคอนอยู่ทั้งที่ร้อน ๆ

นำเส้นพาสต้าที่ร้อน ๆ ลงไปในกระทะที่ทอดเบคอนอยู่

ใส่ครีมที่เราผสมไว้ลงไปผัดอีกนิดหน่อย ให้ข้น

ใส่ครีมที่เราผสมไว้ลงไปผัดอีกนิดหน่อย ให้ข้น

พอเสร็จก็ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยชีสและโอริกาโน่ พร้อมรับประทานครับ

พอเสร็จก็ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยชีสและโอริกาโน่ พร้อมรับประทานครับ

Food-Production-8 Food-Production-9 Food-Production-10 Food-Production-11 Food-Production-12 Food-Production-13 Food-Production-14 Food-Production-15 Food-Production-16 Food-Production-17 Food-Production-18

Finally, my mac got fixed.

สืบเนื่องจากคราวที่แล้ว (เป็นที่ ฉัน… มัน… หรือแม็ค) ซึ่งผมสังเกตุได้ว่าอุณหภูมิเครื่อง mac ของผมนั้นสูงผิดปกติและได้ตั้งสมมุติฐาน 3 ข้อ แต่พอได้ลองมาคิดดูมีอีกประเด็นหนึ่งนั่นก็คือ..

เรื่องมันมีอยู่ว่าเครื่อง macbook pro ของผมเป็นรุ่นกลางปี 2007 ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีปัญหาการ์ดจอ (Geforce 8600M GT) ซึ่งหากเกิดปัญหากับการ์ดจอ ก็ต้องเปลี่ยน Logic Board เลย ซึ่งทาง Apple ก็ใจดีขยายเวลารับประกันให้จากเดิมเพิ่มอีก 1 ปี และก่อนที่จะหมดประกันเพียง 2 เดือนเครื่องผมก็เกิดเปิดไม่ติดเอาซะดื้อ ๆ ผมจึงเอาเครื่องไปเคลมที่ร้านหนึ่งซึ่งเป็น Apple Authorized Reseller เป็นร้านอยู่ชั้นสาม ฟอร์จูนทาวน์

ทางร้านขอเก็บเงิน 1,650 เป็นค่าตรวจสอบ หากเป็นปัญหาเกี่ยวกับการ์ดจอจริง ทางร้านก็จะเปลี่ยนให้ฟรี ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆ ทางร้านจึงสั่งอะไหล่จากสิงค์โปร์และเปลี่ยนให้ฟรี โดยใช้เวลาประมาณ 5 วัน…

พอเอาเครื่องกลับมาผมก็ไม่เอ๊ะใจอะไร หลังจากนั้นค่อนข้างนาน ผมจึงลองลงโปรแกรม monitor CPU temperature ก็พบว่ามีปัญหาอุณหภูมิดังกล่าว..

จากเรื่องที่เกิดมีอีกสมมุติฐานนึงผลุดเข้ามาคือ หากช่างที่ทำการเปลี่ยน  Board นั้นทำการติดตั้ง Heatsink ไม่ดี ก็อาจจะเป็นสาเหตุของอุณหภูมิที่สูงขึ้นแบบผิดปกตินี้ได้ ผมจึงตัดสินใจที่เปิดเครื่องออกมาดู แล้วก็จัดการล้าง + ทาซิลิโคนระบายความร้อนใหม่ (ไม่มีทางเลือกแล้ว อุณหภูมิสูงจนทนไม่ไหว ใกล้จะได้ซื้อเครื่องใหม่แล้ว)

หลังจากที่ได้สั่ง Silicon จาก ebay ใช้เวลาเพียง 1 วันก็มาถึง (เร็วทันใจมาก) ผมจึงตัดสินใจแงะเครื่องออกมาจัดซะเลย

เปิดฝาเครื่องจากด้านล่าง

ทำการเปิด Keyboard ออก (ระวังสายที่ต่อระหว่างแผ่นบนกับ Board ด้วยนะครับ)

หลังจากที่ถอดน็อตยึด Logic Board (15 ตัว) และ connector  อีก 9 อัน ก็เหลือสายไฟอันสุดท้ายอยู่ด้านล่าง Board

จากนั้นก็สามารถถอด Board และ Heatsink ออกมาได้ สังเกตุว่า Silicon ที่ทาอยู่ไม่ค่อยจะดีเท่าไร ทั้งแข็งและไม่แนบสนิท

ทำความสะอาดบริเวณ Heatsink ซะเงาวับทีเดียว

เช่นเดียวกับ CPU, GPU ที่อยู่บน Board เงางามมากมาย

หลังจากนั้นผมก็ทานซิลิโคนบาง ๆ แล้วประกอบกลับคืนทุกสิ่งอัน และก็ได้เวลาทำการทดสอบ

ผลการทดสอบจากการรันคล้าย ๆ เดิม (มากกว่าเดิมนิดหน่อย) คือเปิด Safari ไปหน้าที่ flash โหด ๆ อย่างเช่น gmember, ebay หน้าแรก รอสักพักจนอุณหภูมิไม่ขึ้นไปมากกว่านี้แล้ว ปรากฎว่าอุณหภูมิลดลงอย่างเหลือเชื่อ จากเดิมที่เคย 94 องศา เหลือราว ๆ 65 องศา !!! ลดลงเกือบ 30 องศา เป็นไปได้ไง !!!!!

ลองเปิดเครื่องรันโปรแกรมธรรมดา ๆ ปล่อยให้ idle อุณหภูมิเป็นที่น่าพอใจมาก อยู่ที่ระดับ 43 – 48 องศา

* สรุปได้ว่าเป็นที่เครื่องของผมเอง ที่ระบายความร้อนไม่ดี.. ซึ่งอาจเป็นเพราะเอาไปเปลี่ยน Board แล้วช่างติดตั้งมาไม่ดี.. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นที่ Apple + Adobe ด้วย เพราะทาง Adobe ไม่เขียน Plugins Flash ดี ๆ สำหรับ Mac สักที (เป็นเหตุผลที่ทำไม Iphone จึงไม่ Support Flash)

แต่ในที่สุดปัญหาความร้อนของเครื่องผมก็หมดไป…

เป็นที่ ฉัน… มัน… หรือแม็ค

เรื่องก็มีอยู่เวลา เกิดอยากลองฟังเพลงไทยเก่า ๆ ก็เลยลองไปใช้บริการฟังเพลงออนไลน์ของ gmember ตอนแรกก็รู้สึกชอบที่ทางเว็ปไซต์มีเพลงให้ฟังมากมาย ค้นหาได้รวดเร็ว  พอฟังไปฟังมาเกิดเพลิน นั่งกดฟังไปเรื่อย ๆ แต่แล้วตาก็เหลือบมาเห็นอุณหภูมิที่อยู่บนเมนูบาร์ (โชคดีที่ลงโปรแกรมปรับความเร็วพัดลมไว้) ก็ถึงกับตกใจ เป็นไปได้ไง 94 องศา.. ถ้าสุงกว่านี้อีกนิดเดียว เจียวไข่ได้เลย

ก็เลยเปิดดูว่าโปรแกรมอะไรมันกิน CPU ขนาดทำให้อุณหภูมิสูงขนาดนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องเป็น Plugin Flash Player ของ Safari แน่ ๆ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยสงเกตุว่าเวลาเข้า Web ที่มีการใช้ flash เยอะ ๆ CPU จะทำงานหนักขึ้น แต่ web นี้ (หรือที่ผมเรียกว่า “มัน”) มันค่อนข้างกิน CPU มากกว่าที่เคยเจอ มาก

แต่พอผมกลับมาคิดอีกที ตกลงมันเป็นที่ ผม หรือที่ web หรือที่ software กันแน่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งสามแบบ

1. หากเป็นที่ฉัน นั่นคือฉันเพิ่งซื้อจอ HD LCD ใหม่มาต่อกับ Macbook Pro (Mid 2007) ของฉัน ซึ่ง Native Display ของ MBP อยู่ที่ 1440×900 โดยมีการ์ดจอ GeForce 8600M GT เป็นการ์ดแสดงผล แต่พอต่อ External LCD ที่มีความละเอียด 1920×1080 แล้วย่อมทำให้การ์ดจอและ CPU ทำงานหนักขึ้นเป็นธรรมดา..

2. หากเป็นที่มัน นั่นคือ การเขียนโปรแกรม Flash ของ Website มันค่อนข้างเขียนไม่ดี อาจจะมีการใช้ Loop ที่วนซ้ำไปมาจนเกินไป ซึ่งทำให้กิน CPU มากขึ้นอย่างแน่นอน

3. หรือจะเป็นที่แม็ค เนื่องจากผมได้สังเกตุหลายทีแล้วว่า Flash Player for Safari จะกิน CPU ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับบน Windows พอเจอ Website ที่ใช้ Flash มากหน่อยก็ร้อนขึ้นมาทันที นี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลนึงเหมือนกัน..

แล้วตกลงนี่เป็นที่ฉัน.. มัน.. หรือ แม็ค กันแน่ ?

Wake up…

เคยรึเปล่าเมื่อบางเวลาที่รู้สึกว่าเสียเวลาทำอะไรไป พอได้กลับมาคิดทบทวน ก็หาเหตุผลที่ทำลงไปไม่ได้

หากจะบอกว่า สิ่งที่ได้ทำไปมันไม่คุ้มค่าและเสียเวลา เราควรจะใช้อะไรเป็นตัววัดและตัดสิน ผลที่ได้ในแง่ของเงินและประสบการณ์ หรือความคืบหน้าที่จะเข้าใกล้จุดมุ่งหมายของชีวิต แต่ถ้ามองในแง่ของ “ความสุข” ที่ได้ทำ หรือการที่ได้ทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง เพื่อเติมเต็มชีวิต ก็อาจจะเป็นการกระทำที่คุ้มค่าก็ได้

… แต่สำหรับเรา หากเพียงแต่เราต้องให้ความสำคัญในทุก ๆ ด้านอย่างเหมาะสม ทุกสิ่งที่ได้ทำลงไปก็มีความหมายในตัวของมันเอง

ตื่น.. จงตื่น..

แบบว่าอยากเล่า..เรื่องของกล้องดิจิตอล..

สวัสดีครับหลังจากที่ไม่ได้อัพเดทบล็อกมานานพอสมควร (เช่นเคย การอัพเดทจะเป็นช่วงแหว่ง ๆ ตามอารมณ์และทรงผมคนเขียน) วันนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดีมาเขียนเล่าประสบกาณ์ (อันน้อยนิส) ของผมหลังจากที่ได้จับกล้องดิจิตอลมาได้ประมาณสองเดือนเศษ

ผมอยู่อังกฤษครับ ผมเพิ่งซื้อกล้องไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว แต่ผมไม่ค่อยได้ออกไปถ่ายรูปมากนักเพราะดันที่หน้าหนาวที่นี่พอดี อากาศค่อนข้างแย่แทบทุกวัน ฝนตก ลมแรง ฟ้าอึมครึม ผมพยายามลากนางแบบไปถ่ายข้างนอก แต่ก็ทนหนาวกันไม่ไหวต้องใส่เสื้อตัวใหญ่ ถ่ายออกมาไม่ค่อยสวย (โทษนางแบบ อิอิ)

ผมจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ (ที่เกี่ยวกับกล้อง) นั่งอ่านนู่นอ่านนี่ ดูรูปไปเรื่อย ๆ ลองถ่ายเล่นในห้องบ้าง ถ่ายตัวเองบ้าง ฯลฯ

แต่วันนี้ผมอยากจะมาเล่า และทดลอง สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มา… เรื่องของกล้องดิจิตอล

กล้องดิจิตอล.. มันต่างจากกล้องฟิล์มยังไง.. มันไม่ใช้ฟิล์ม มันใช้เมโมรี่การ์ด… มันใช้ image sensor รับภาพ… มันปรับได้เยอะแยะ…

ผมเองก็เป็นคนนึงที่ค่อนข้างจะงงกับค่าต่าง ๆ ของกล้องดิจิตอล ในช่วงแรก ๆ อาทิเช่น ISO, Shutter speed, Aperture, Focal length, blah blah blah
ซึ่งผมจะขออธิบายไว้คร่าว ๆ ก็พอนะคับ สำหรับพวกนี้.. เพราะคนอื่นคงเขียนเอาไว้เยอะแล้ว (ผมอนุญาตใช้คำที่อยากให้คนทั่วไปเข้าใจง่าย)

ISO speed คืออะไร ?

- ค่าความไวแสง เดิมเรียก (ASA) ยิ่งมีค่ามากภาพที่ได้จะมีความสว่างมากขึ้น… โดยปกติจะอยู่ในช่วง 100 – 3200 แต่กล้องบางรุ่น อาจปรับได้ถึง 12800 เลย
Aperture หรือ f-stop

- ขนาดของรูรับแสง.. มันก็คือรู… ที่ปล่อยให้แสงเข้ามาในกล้องของเรา.. ซึ่งหมายความว่า รูยิ่งใหญ่แสงจะเข้าได้เยอะ..ทำให้ภาพสว่างกว่ารูเล็ก..
Shutter speed

- ความเร็วในการเปิดม่าน shutter.. ก็คือเวลาในการปล่อยให้แสงผ่านเข้ามาที่กล้องเรา ยิ่งปล่อยให้แสงเข้านานเท่าไรยิ่งทำให้ภาพสว่างขึ้น…

ทีนี้เนี่ยในกล้องดิจิตอล เวลาเราถ่ายปกติให้ได้ภาพที่แสงกำลังพอดี ไม่มืดเกินไป ไม่สว่างเกินไป..ขั้นตอนกลไกของกล้องดิจิตอลนี้เรียกว่า การวัดแสง..

การวัดแสง.. คือกล้องจะคำนวณค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ISO, f-stop, shutter speed ให้เหมาะสมกับภาพที่เรากำลังจะถ่ายนั้นนั่นเอง

มาถึงตอนนี้อยากให้ลองไปอ่านแบบละเอียดอีกทีที่ web ไหนก็ได้ ลอง search ด้วย google ดูคับ เพราะต่อไปนี้ ไม่มีอธิบายแบบด้านบนแล้ว.

ฮา…

เอาหล่ะ เรามาดูกันว่า ค่าทั้งสามค่านั้น มีผลยังไงกับภาพของเราบ้าง

ISO Speed ==> ยิ่งมาก ทำให้สว่างขึ้น และกลับกัน ยิ่งมากจะเกิด Noise มากขึ้นด้วย

Aperture ==> ยิ่งมีค่ามาก (คือรูกว้างอ่ะนะ) ยิ่งทำให้แสงเข้าเยอะ แต่จะทำให้ความชัดตื้นลง (shallow depth of field) และหลังละลายมากขึ้น

ตัวอย่าง f กว้าง –> f/2.8 f/4 ……. ตัวอย่าง f น้อย f/11 f/22

Shutter speed ==> ยิ่งเปิดนาน ยิ่งแสงเข้าเยอะ แต่ผลเสียก็คือ หากใช้มือถือกล้อง อาจทำให้ภาพเบลอได้

shutter speed แบบคร่าว ๆ โดยที่ใช้มือถือกล้องแล้วไม่เบลอ คือ 1/focal length (fov)

เช่นกล้อง full frame ใช้ lens 50mm ควรใช้ shutter speed เร็วกว่า 1/50

กล้อง d90 ใช้เลนส์ 50mm พอคูณ 1.5 = 75mm (fov) ควรใช้ shutter speed เร็วกว่า 1/75

กล้อง canon 450d 50mm พอคูณ 1.6 = 80mm (fov) ควรใช้ shutter speed เร็วกว่า 1/80

เป็นต้น

เรามารู้จักแสง และความเข้มของแสงบ้าง..

ผมจะไม่ยกสูตรการคำนวณมาเยอะแยะเช่นหรือกฎ Inverse Square Laws มาให้งงกันนะครับ แต่อยากให้จำไว้ใช้เลย เพราะเราคงไม่คำนวณกันหรอก เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจสูตร
รู้แค่ว่าความเข้มของแสง มันลดลงเป็นแบบทวีคูณ ไม่ใช่ลดลงเป็นเส้นตรง.. เอ๊ะ อ่านแล้ว งง ไหม

ผมจะยกตัวอย่างนะคร๊าบ ผมขี้เกียจสร้างภาพขอเขียนเป็น text เลยนะครับ ยกตัวอย่างตามรูป

สมมุติว่าจุด X เป็นหลอดไฟ.. เรายืนอยู่ที่ A.. แล้วเขยิบไปยืน B เนี่ย ความสว่างจะลดลงครึ่งนึงและหากเราเขยิบไปยืนที่จุด C เนี่ย ความสว่างจะลดลงจากจุด B อีกครึ่งนึง

ซึ่งฟังดูก็เหมือนปกติดีนะเนี่ย เรายืนที่จุด A ห่าง 1 m ความสว่าง X พอเราเยิบไปจุด C ห่าง 4m ความสว่างเหลือ X/4 ( มันลดครึ่งนึงสองครั้ง)

แต่.. มันไม่ปกติครับ..ที่ผมต้องบอกว่าไม่ปกติเพราะว่า… ค่าตัวเลขในกล้องดิจิตอลนั้น มันไม่ได้สัมพันธ์แบบนั้น มันมีหน่วยของมัน หน่วยของมันคือ stop !

ไอ้เจ้า stop นี่มันแปลว่าอะไร. ผมก็ไม่รู้ ว่ามันมาจากไหน มันใช้กับอะไรได้บ้าง แต่ที่เห็นหลายคนพูดกันเขาใช้เป็นหน่วยที่เปรียบเทียบความสว่างบนกล้องดิจิตอลได้ บางคนอาจพูดถึงความสว่างในการจัดไฟด้วยซ้ำ เรามาดูกันว่า ไอ้เจ้า stop มันวัดอย่างไร

ทุก ๆ ความเข้มแสงเปลี่ยนสองเท่า.. ค่า stop จะเปลี่ยนแค่ 1 อย่างเช่นจากภาพด้านบน หากเคลื่อนจากจุด A ไป B เนี่ยความสว่างจะห่างกัน 1 stop, หากเลื่อนจาก B ไป C เนี่ย ความสว่างที่จุด B และ C จะห่างกันอีก 1 stop ซึ่งก็แปลว่าจากจุด A ไป C ความสว่างจะต่างกัน 2 stop.. งงไหมครับ ถ้างง ลองอ่านย่อหน้านี้อีกรอบนะ 555

โอเคเรารู้แล้วว่าหน่วยของความสว่าง หรือ อะไรก็แล้วแต่ เรีัยก stop ต่อไปนี้ ในบทความ ผมจะใช้คำว่า stop stop stop ทั้งหมดเลยนะ ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจก่อนว่าค่า ISO, Shutter speed, aperture นั้น มีผลยังไงกับ stop นี้มั่ง

เริ่มต้นที่ ISO , ค่า ISO เหล่านี้ห่างกันตัวละ 1 stop ตามลำดับ

100,200,400,800,1600,3200,6400,12800 ซึ่งจะสังเกตุได้่ว่าทุก ๆ ค่าที่เพิ่มสองเท่า จะห่างกัน 1 stop (100 = สว่างน้อย, 12800 สว่างมาก)

ค่า shutter speed เหล่านี้มีผลกับแสงที่เข้ากล้องห่างกัน 1 stop ตามลำดับ

1/4000 , 1/2000 , 1/1000 , 1/500 , 1/250 , 1/125 , 1/60 , 1/30 , 1/15 , 1/8 , 1/4 , 1/2 , 1 วิ(1/4000 = เร็วมากแสงน้อย, 1วิ = นาน แสงมาก)

ส่วนค่า aperture เหล่านี้ห่างกัน 1 stop อีกเหมือนกัน แต่จะดูงง ๆ หน่อยนะ เพราะมันไม่เหมือนสองอันข้างบน

f/1, f/1.4 , f/2 , f/2.8 , f/4 , f/5.6 , f/8 , f/11, f/16 , f/22 (ซึ่ง f/1 = กว้าง แสงมาก, f/22 = แคบแสงน้อย)

ตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจ scale ในการเปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ ที่ใช้ในการ expose รูปแล้วนะครับแต่จริง ๆ แล้วหากปรับใน mode A หรือ S เนี่ยเราไม่ต้องสนใจค่าพวกนี้ก็ได้ เพราะกล้องคำนวณให้หมดเลย แต่ผมมี tips ง่าย ๆ ในการถ่ายภาพในโหมดพวกนี้ สมมุติเราอยู่โหมด A เราต้องการถ่ายคน สมมุติเราใช้เลนส์ 85mm ที่ f/8 พอวัดแสงแล้ว กล้องมันปรับ shutter speed ให้เป็น 1/30 ซึ่งเร็วไม่พอที่จะทำให้ภาพคมชัด (จากสูตรเขียนไว้ด้านบนนู่น) มันควรจะเป็น 1/125 ซะมากกว่า ซึ่งเราต้องการ shutter speed ให้เร็วขึ้น 2 stop.. เรามีวิธีสองวิธีที่จะทำอย่างนั้น แล้วให้ภาพมีความสว่างถูกต้องเท่าเดิม และได้ภาพที่ไม่เบลอจากการที่ใช้มือถือกล้อง.

วิธีแรก ปรับ f ให้กว้างขึ้น.. 2 stop จาก f/8 –> f/4 ค่าของ shutter speed จะเปลี่ยนเป็น 1/125 อัตโนมัตื (แต่ความชัดจะตื้นขึ้นด้วย)

วิธีที่สอง ปรับ iso ขึ้น 2 stop สมมุติใช้ iso 200 อยู่ก็ปรับไปเป็น 800 แต่ก็อาจจะมี noise มากขึ้น

ทุกอย่างได้อย่างก็ต้องเสียอย่างครับ จะเอา f กว้าง ความชัดจะตื้นขึ้น แต่ก็อาจจะเป็นผลดีสำหรับบางคนที่ต้องการความชัดตื้น… แต่เลนส์จะแพงมากขึ้นด้วย, iso สูง noise ก็จะมากขึ้นด้วย, shutter speed ช้าลง –> ภาพมีโอกาสเบลอขึ้น

นั่นไง หากเรารู้หน่วย.. เราก็ไม่ต้องเสียเวลาปรับมั่ว ๆ จนเข้าที่.. แค่มองปุ๊บก็รู้เลยว่าควรใช้ค่าอะไร

นี่เป็นภาพตัวอย่างความมืดความสว่าง

ภาพสามภาพนี้ใช้ค่าเท่ากันหมด เปลี่ยนแค่ค่า f เท่านั้นโดยภาพแรกใช้ f/10 (ให้ดูเฉพาะ background ก่อนนะครับ) มีการ expose ปกติ ภาพที่สอง f/20 จะเห็นว่าจะมืดลง บอกได้คร่าว ๆ ว่า มืดลง 2 stop.. หรืออาจจะพูดได้ว่า underexposed 2 stop

ส่วนภาพที่สามใช้ f/5 จะสว่างกว่าภาพแรก 2 stop หรือ overexposed 2 stop ตรงนี้อยากให้สังเกตุเสื้อด้านหลังว่าความเบลอและความชัดจะต่างกันเป็นผลมาจากค่า f

เรามาดูตัวอย่างต่อไป

คราวนี้ลองปรัย shutter speed บ้าง ภาพแรกปกติ f/10 speed 1/10s

ส่วนภาพที่สองนั้นเราเปิด shutter ให้นานขึ้นเป็น 1/2.5s ซึ่งจะ overexposed 2 stop เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาพด้านบนที่ f/5 แล้วมีความสว่างเท่ากันเลย

และรูปที่สามก็เช่นกันเปิด shutter เป็น 1/40 จะ underexposed 2 stop เหมือนกับ f/20 ด้านบน..

เหนื่อย.. ที่จริงวันนี้กะว่าจะเขียนเรื่องความสัมพันธุ์ระหว่าง shutter speed, aperture, iso กับแสง flash และแสงธรรมชาตินะเนี่ย.. แต่ยังไม่ได้เริ่มเลย
ปูพื้นฐานนานไปหน่อย ไว้คราวนี้จะมาต่อเรื่องความสัมพันธ์กับแสงแฟรชด้วยนะคร๊าบ วันนี้ขอตัว…

Return top